ฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล
"เรือใบ" แมนฯ ซิตี้ ยังคงทำผลงานในบ้านได้ดีเมื่อเป็นฝ่ายเอาชนะ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 2-1 เก็บสามแต้มขยับขึ้นรองจ่าฝูง โดยมีแต้มตามหลัง อาร์เซน่อล จ่าฝูงแค่แต้มเดียว ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2556


ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2556
แมนฯ ซิตี้ 2-1 ลิเวอร์พูล


สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม
 
         เริ่มเกมมา 5 นาที แมนฯ ซิตี้ เกือบเฮก่อนเลย จากจังหวะที่ อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ตั้งป้อมเปิดจากฝั่งซ้ายไปเสาไกลให้ เฆซุส นาบาส โหม่งย้อนทางไปชนเสาเหลี่ยมนอกเด้งออกหลัง
 
         ผ่านมาถึงนาทีที่ 14 หงส์แดงบุกขึ้นไปจนได้เตะมุมทางขวา และเป็นหลุยส์ ซัวเรซที่โดดโหม่งแถวจุดโทษส่งบอลออกเสาสองไป
 
         จากนั้นในนาทีที่ 19 ลิเวอร์พูลก็ชวดนำหน้าอย่างโชคร้ายเมื่อซัวเรซไหลบอลทะลุช่องให้ราฮีม สเตอร์ลิ่งหลุดเดี่ยวโดยไม่ล้ำหน้า แต่ไลน์แมนยกธงผิดพลาดมหันต์ จึงทำให้จังหวะส่งบอลเข้าประตูของปีกผิวสีไม่เป็นสกอร์
 
         นาทีที่ 24 กลับเป็น ลิเวอร์พูล ที่มาขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ หลุยซ์ ซัวเรซ แทงทะลุช่องไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งโฉบไปเตะหลบ โจ ฮาร์ท โดยมี ฟิลิเป้ คูตินโญ่ ที่วิ่งตีคู่มาขโมยซีนแปด้วยซ้ายยัดมุมแคบเข้าประตูไป
 
         นาทีที่ 31 อย่างไรก็ดี เรือใบมาตามเอาคืนได้เร็ว ดาบิด ซิลบา เปิดลูกเตะมุมฝั่งซ้ายไปให้ แว็งซ็องต์ ก็องปานี โฉบโขกตัดหน้า มาร์ติน สเคอร์เทล เสียบตาข่ายไม่เหลือ แม้อัลเลนที่ยืนคุมเสาจะพยายามเตะทิ้ง แต่บอลยังเสยเพดานอยู่ดี ทำให้สกอร์เปลี่ยนเป็น 1-1
 
         นาทีที่ 43 เป็นโอกาสของเจ้าบ้านเช่นกันโดยแฟร์นานดินโญ่ลากบอลขึ้นมาน่ากลัวแล้วแทงเข้าเขตโทษด้านขวาให้เนเกรโด้ซัด แต่สเคอร์เทลตามมาบล็อคออกหลังได้อีก
 
         ช่วงทดเจ็บ กลับเป็นเจ้าถิ่นที่มาพลิกแซง 2-1 จากจังหวะสวนกลับ บอลทะลุมาทางฝั่งขวาถึง นาบาส ตบต่อเข้ากลางให้ อัลบาโร่ เนเกรโด้ หลุดเดี่ยวไปยิงด้วยซ้ายติดไซด์ก้อย ซิมง มินโญเล่ต์ เหมือนจะปัดได้แล้ว แต่บอลก็ยังค่อยๆ ทะลักเข้าประตูไป และหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้


        เข้าสู่ครึ่งหลัง นาทีที่ 51 หงส์แดงได้ลุ้นจากจังหวะที่ สเตอร์ลิง ชิพเข้าเขตโทษหวังให้ เฮนเดอร์สัน แต่ เฮนโด้ เกี่ยวไม่ติดทำให้ ฮาร์ท เสียจังหวะรับบอลกระฉอกออกมา แม้จะเข้าทาง โคลารอฟ ทว่าหลังชาวเซิร์บดันเงอะงะเสียบอลให้ ซัวเรซ ตวัดยิง ทว่าดันไปชน เฮนเดอร์สัน ที่ยืนอยู่หน้าปากประตูอยู่แล้วเลยกลายเป็นล้ำหน้าไป


        นาทีที่ 59 เรือใบยังเป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าเยอะ ลูกนี้ ดาบิด ซิลบา จ่ายไปให้ เนเกรโด้ ชิพด้วยซ้ายจากหน้าเขตโทษ ยังดีที่ มินโญเล่ต์ ไม่หลงถอยกลับไปรับได้ทัน


        นาทีที่ 73 หงส์แดงน่าจะตีเสมอได้แบบสุดๆ จากจังหวะที่ หลุยส์ ซัวเรซ ลากบอลจากครึ่งสนามทางซ้าย ก่อนเปิดบอลเข้าไปหน้าประตูให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ได้ยิงโล่งๆแปดหลา แต่บอลโด่งข้ามคานแบบเหลือเชื่อ


        นาทีสุดท้าย แฟร์นันดินโญ่ ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษก่อนยิงด้วยขวา แต่ มาร์ติน สเคอร์เทล ตามมาบล็อกได้ทัน


        ช่วงเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่ม จบเกม แมนฯ ซิตี้ เฉือนชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 เก็บเพิ่มสามแต้มขยับขึ้นรองฝูงโดยมีแต้มตามหลัง อาร์เซน่อล จ่าฝูงแค่แต้มเดียว

 
         รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
         แมนฯ ซิตี้ : โจ ฮาร์ท, ปาโบล ซาบาเลต้า, แว็งซ็องต์ ก็อมปานี, โจเลียน เลสค็อตต์, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, แฟร์นันดินโญ่, ยาย่า ตูเร่, เฆซุส นาบาส, ซามีร์ นาสรี่, ดาบิด ซิลบา, อัลบาโร่ เนเกรโด้
         สำรอง : คอสเทล ปันติลิมอน, มาติย่า นาสตาซิช, เดดริค โบยาต้า, กาแอล กลิชี่, ฆาบี การ์เซีย, เจมส์ มิลเนอร์, เอดิน เชโก้
 
         ลิเวอร์พูล : ซิมง มินโญเลต์, เกล็น จอห์นสัน, มาร์ติน สเคอร์เทล, มามาดู ซาโก้, อาลี ซิสโซโก้, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ลูคัส เลว่า, โจ อัลเลน, ราฮีม สเตอร์ลิง, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, หลุยส์ ซัวเรซ
         สำรอง : แบร๊ด โจนส์, โคโล่ ตูเร่, ดาเนี่ยล แอ็กเกอร์, แบร๊ด สมิธ, หลุยส์ อัลเบร์โต้, วิคเตอร์ โมเสส, ยาโก้ อัสปาส
 
         ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

 

ข่าวกีฬา, , ฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เชลซี, สวอนซี
เอแด็น อาซาร์ สวมบทฮีโร่! ซัดประตูชัยพา "สิงห์บลูส์" เชลซี ขึ้นรองจ่าฝูงชั่วคราวหลังเฉือนชนะ "หงส์ขาว" สวอนซี 1-0 ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด "บ็อกซิ่งเดย์" ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2556
เชลซี 1-0 สวอนซี



        สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์


        การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2013/14 นัด "บ็อกซิ่งเดย์" ระหว่าง "สิงห์บลูส์" เชลซี ทีมอันดับ 4 เปิดบ้านรับมือ "หงส์ขาว" สวอนซี อันดับ 11 ของตาราง ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์


        เชลซี สภาพทีมไม่มีปัญหา ไมเคิ่ล เอสเซียง กองกลางตัวรับพ้นโทษแบน 1 นัดกลับมาเป็นตัวเลือก ทำให้เวลานี้ขาดเพียง มาร์โก ฟาน กิงเคล กองกลางดาวรุ่งดัตช์เจ็บเข่า พักยาวอยู่ก่อนคนเดียว โดยเกมนี้ โชเซ่ มูรินโญ่ วางแผนโรเตชั่นในช่วงโปรแกรมชุกแบบนี้ ซึ่งแนวรุกวาง ฆวน มาต้า, ออสการ์ และ ซามูเอล เอโต้ คอยล่าตาข่าย


        ส่วน สวอนซี ของ ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป กุนซือชาวเดนมาร์ก สภาพทีมจะได้ อังเคล รานเคล แบ็กขวาชาวสแปนิช พ้นโทษแบน 1 นัดกลับมา ด้านแนวรุก เนธาน ดายเออร์ ปีกร่างเล็ก เอ็นข้อเท้าฉีกจนต้องพักยาว และ มิชู ดาวยิงตัวเก่งเจ็บข้อเท้า ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ส่วนผู้รักษาประตู มิเชล ฟอร์ม เข้ารับการผ่าตัดเข่าแล้ว ทำให้ แกร์ฮาร์ด เทรมเมล ต้องลงเฝ้าเสาแทน แต่ขุมกำลังที่เหลือพร้อมลงสนาม

      นาทีที่ 11 เป็นโอกาสของเจ้าบ้านก่อน เมื่อ ออสการ์ แทงทะลุแนวรับของสวอนซี ให้กับ เอโต้ ก่อนที่จะตอกส้นให้ อิวาโนวิช ที่เติมขึ้น ซัดเต็มข้อ แต่ยังติดบล็อคของ วิลเลี่ยมส์

     นาทีที่ 14 จอนโจ เชลวี่ย์ ได้กดด้วยขวาระยะ 25 หลา แต่ยิงไม่ดีพอ ลูกบดหลุดออกนอกกรอบไป

     นาทีที่ 21 เชลซีน่าจะได้ประตูขึ้นอย่างมาก เมื่อ มาต้า ครอสบอลจากปีกขวา เป็น เทอร์รี่ ที่โหม่งตั้งเข้ากลาง บอลลอยเกือบจะถึงเท้า โอบี มิเกล แต่ วิลเลี่ยมส์ ยังสอดเข้ามาสกัดออกจากเส้นไปได้อย่างหวุดหวิด

      นาทีที่ 28 แฟนเจ้าถิ่นได้เฮ เมื่อ อาซาร์ โซโล่เดี่ยวทางด้านปีกซ้าย ก่อนจะล็อคตัดเข้ากลาง พร้อมกดด้วยขวา บอลแฉลบตัว วิลเลี่ยมส์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป เจ้าถิ่นออกนำ 1-0

     นาทีที่ 41 เชลซีเกือบได้ประตูที่ 2 มาต้า กระดกบอลข้ามกองหลังสวอนซี เป็น เอโต้ ที่ได้โอกาสหลุดเดียว แต่ลูกยิงกลับเบาเกินไป ทำให้ เทรมเมิ่ล พุ่งปัดไว้ได้ทัน

จบครึ่งแรก เชลซี นำ สวอนซี อยู่ 1-0 จากประตูโทนของ เอแด็น อาซาร์


         สวอนซีปรับเกมรุก โดยส่ง ปาโบล เฮร์นานเดซ แทน โปซูเอโร่


        เริ่มครึ่งหลังมา 16 วินาที เชลซีพลาดโอกาสขึ้นนำแบบสุดๆ เมื่อ เดวิด ลุย์ วางยาวจากหลังไปให้ มาต้า ก่อนจะตวัดเข้ากลาง สุดท้ายเป็น เอโต้ ที่ได้กระโดดเข้าชาร์จจ่อๆ แต่บอลยังไปตรงตัว เทรมเมิ่ล


         นาทีที่ 60 สวอนซี เน้นรุกเต็มที่ ถอด โชเซ่ กายาส ออก แล้วส่ง โจนาธาน เด กูซมัน กลางเชิงรุก ลงมาเล่นแทน


         มูรินโญ่ เทรนเนอร์เชลซี ปรับรูปแบบเกมรุก ส่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด มิดฟิลด์จอมเก๋า ลงแทน ออสการ์ ในนาทีที่ 66


         นาทีที่ 71 เจ้าบ้านเปลี่ยนตัวเป็น 2 คนที่ เอา เชือร์เล่ ลงเล่นแทน มาต้า ที่วันนี้โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น


        นาทีที่ 72 แลมพาร์ด เกือบได้แผลงฤทธิ์ทันที เมื่อได้จังหวะตวัดยิงนอกกรอบ แต่ เทรมเมิ่ล ยังไว ล้มตัวป้องกันออกหลังไปได้


         นาทีที่ 75 ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป เทรนเนอร์สวอนซี ตัดสินใจเปลี่ยนผู้เล่นคนสุดท้าย ส่ง วิลฟรีด โบนี่ ศูนย์หน้าตัวความหวัง แทน เวย์น เราท์เล็ดจ์


         นาทีที่ 81 เชลซีปรับตัวผู้เล่นคนสุดท้ายเช่นกัน ส่ง วิลเลี่ยน ลงแทน เอแด็น อาซาร์ ผู้ทำประตูขึ้นนำให้กับทีม


         นาทีที่ 85 ฆอร์ดี้ อามัต ได้รับใบเหลืองเป็นคนแรกของเกม


          นาทีที่ 85 รามิเรส ได้รับใบเหลืองจากจังหวะทำฟาล์ว วิลฟรีด โบนี่


        จากนั้นไม่มีทีมใดทำสกอร์เพิ่มเติม จบเกม เชลซี เปิดบ้าน เฉือนชนะ สวอนซี 1-0 พร้อมทยานขึ้นไปรั้งอันดับสาม

        รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
        เชลซี (4-2-3-1) : ปีเตอร์ เช็ก, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, จอห์น เทอร์รี่, ดาวิด ลุยซ์, แอชลี่ย์ โคล, จอห์น โอบี มิเคล, รามิเรส, ฆวน มาต้า, ออสการ์, เอแด็น อาซาร์, ซามูเอล เอโต้
        สำรอง : มาร์ค ชวาร์เซอร์, แกรี่ เคฮิลล์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, วิลเลี่ยน, อันเดร เชือร์เล่, เฟร์นานโด ตอร์เรส
        เทรนเนอร์ : โชเซ่ มูรินโญ่


        สวอนซี (4-3-3) : แกร์ฮาร์ด เทรมเมิ่ล, อังเคล รานเคล, ฆอร์ดี้ อามัต, แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์, นีล เทย์เลอร์, ลีออน บริตตัน, อเลฮานโดร โปซูเอโล่, เวย์น เราท์เล็ดจ์, จอนโจ เชลวี่ย์, โชเซ่ กายาส, อัลวาโร่ บาซเกซ
        สำรอง : เกรกอร์ ซาเบรต, ดไวท์ เทียนดัลลี่, เบน เดวิส, ชิโก้ ฟลอเรส, โจนาธาน เด กูซมัน, ปาโบล เอร์นานเดซ, วิลฟรีด โบนี่
        เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป