ข่าวกีฬา, , ฟุตบอล, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เชลซี, สวอนซี
เอแด็น อาซาร์ สวมบทฮีโร่! ซัดประตูชัยพา "สิงห์บลูส์" เชลซี ขึ้นรองจ่าฝูงชั่วคราวหลังเฉือนชนะ "หงส์ขาว" สวอนซี 1-0 ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด "บ็อกซิ่งเดย์" ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2556
เชลซี 1-0 สวอนซี



        สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์


        การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2013/14 นัด "บ็อกซิ่งเดย์" ระหว่าง "สิงห์บลูส์" เชลซี ทีมอันดับ 4 เปิดบ้านรับมือ "หงส์ขาว" สวอนซี อันดับ 11 ของตาราง ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์


        เชลซี สภาพทีมไม่มีปัญหา ไมเคิ่ล เอสเซียง กองกลางตัวรับพ้นโทษแบน 1 นัดกลับมาเป็นตัวเลือก ทำให้เวลานี้ขาดเพียง มาร์โก ฟาน กิงเคล กองกลางดาวรุ่งดัตช์เจ็บเข่า พักยาวอยู่ก่อนคนเดียว โดยเกมนี้ โชเซ่ มูรินโญ่ วางแผนโรเตชั่นในช่วงโปรแกรมชุกแบบนี้ ซึ่งแนวรุกวาง ฆวน มาต้า, ออสการ์ และ ซามูเอล เอโต้ คอยล่าตาข่าย


        ส่วน สวอนซี ของ ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป กุนซือชาวเดนมาร์ก สภาพทีมจะได้ อังเคล รานเคล แบ็กขวาชาวสแปนิช พ้นโทษแบน 1 นัดกลับมา ด้านแนวรุก เนธาน ดายเออร์ ปีกร่างเล็ก เอ็นข้อเท้าฉีกจนต้องพักยาว และ มิชู ดาวยิงตัวเก่งเจ็บข้อเท้า ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ส่วนผู้รักษาประตู มิเชล ฟอร์ม เข้ารับการผ่าตัดเข่าแล้ว ทำให้ แกร์ฮาร์ด เทรมเมล ต้องลงเฝ้าเสาแทน แต่ขุมกำลังที่เหลือพร้อมลงสนาม

      นาทีที่ 11 เป็นโอกาสของเจ้าบ้านก่อน เมื่อ ออสการ์ แทงทะลุแนวรับของสวอนซี ให้กับ เอโต้ ก่อนที่จะตอกส้นให้ อิวาโนวิช ที่เติมขึ้น ซัดเต็มข้อ แต่ยังติดบล็อคของ วิลเลี่ยมส์

     นาทีที่ 14 จอนโจ เชลวี่ย์ ได้กดด้วยขวาระยะ 25 หลา แต่ยิงไม่ดีพอ ลูกบดหลุดออกนอกกรอบไป

     นาทีที่ 21 เชลซีน่าจะได้ประตูขึ้นอย่างมาก เมื่อ มาต้า ครอสบอลจากปีกขวา เป็น เทอร์รี่ ที่โหม่งตั้งเข้ากลาง บอลลอยเกือบจะถึงเท้า โอบี มิเกล แต่ วิลเลี่ยมส์ ยังสอดเข้ามาสกัดออกจากเส้นไปได้อย่างหวุดหวิด

      นาทีที่ 28 แฟนเจ้าถิ่นได้เฮ เมื่อ อาซาร์ โซโล่เดี่ยวทางด้านปีกซ้าย ก่อนจะล็อคตัดเข้ากลาง พร้อมกดด้วยขวา บอลแฉลบตัว วิลเลี่ยมส์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป เจ้าถิ่นออกนำ 1-0

     นาทีที่ 41 เชลซีเกือบได้ประตูที่ 2 มาต้า กระดกบอลข้ามกองหลังสวอนซี เป็น เอโต้ ที่ได้โอกาสหลุดเดียว แต่ลูกยิงกลับเบาเกินไป ทำให้ เทรมเมิ่ล พุ่งปัดไว้ได้ทัน

จบครึ่งแรก เชลซี นำ สวอนซี อยู่ 1-0 จากประตูโทนของ เอแด็น อาซาร์


         สวอนซีปรับเกมรุก โดยส่ง ปาโบล เฮร์นานเดซ แทน โปซูเอโร่


        เริ่มครึ่งหลังมา 16 วินาที เชลซีพลาดโอกาสขึ้นนำแบบสุดๆ เมื่อ เดวิด ลุย์ วางยาวจากหลังไปให้ มาต้า ก่อนจะตวัดเข้ากลาง สุดท้ายเป็น เอโต้ ที่ได้กระโดดเข้าชาร์จจ่อๆ แต่บอลยังไปตรงตัว เทรมเมิ่ล


         นาทีที่ 60 สวอนซี เน้นรุกเต็มที่ ถอด โชเซ่ กายาส ออก แล้วส่ง โจนาธาน เด กูซมัน กลางเชิงรุก ลงมาเล่นแทน


         มูรินโญ่ เทรนเนอร์เชลซี ปรับรูปแบบเกมรุก ส่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด มิดฟิลด์จอมเก๋า ลงแทน ออสการ์ ในนาทีที่ 66


         นาทีที่ 71 เจ้าบ้านเปลี่ยนตัวเป็น 2 คนที่ เอา เชือร์เล่ ลงเล่นแทน มาต้า ที่วันนี้โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น


        นาทีที่ 72 แลมพาร์ด เกือบได้แผลงฤทธิ์ทันที เมื่อได้จังหวะตวัดยิงนอกกรอบ แต่ เทรมเมิ่ล ยังไว ล้มตัวป้องกันออกหลังไปได้


         นาทีที่ 75 ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป เทรนเนอร์สวอนซี ตัดสินใจเปลี่ยนผู้เล่นคนสุดท้าย ส่ง วิลฟรีด โบนี่ ศูนย์หน้าตัวความหวัง แทน เวย์น เราท์เล็ดจ์


         นาทีที่ 81 เชลซีปรับตัวผู้เล่นคนสุดท้ายเช่นกัน ส่ง วิลเลี่ยน ลงแทน เอแด็น อาซาร์ ผู้ทำประตูขึ้นนำให้กับทีม


         นาทีที่ 85 ฆอร์ดี้ อามัต ได้รับใบเหลืองเป็นคนแรกของเกม


          นาทีที่ 85 รามิเรส ได้รับใบเหลืองจากจังหวะทำฟาล์ว วิลฟรีด โบนี่


        จากนั้นไม่มีทีมใดทำสกอร์เพิ่มเติม จบเกม เชลซี เปิดบ้าน เฉือนชนะ สวอนซี 1-0 พร้อมทยานขึ้นไปรั้งอันดับสาม

        รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
        เชลซี (4-2-3-1) : ปีเตอร์ เช็ก, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, จอห์น เทอร์รี่, ดาวิด ลุยซ์, แอชลี่ย์ โคล, จอห์น โอบี มิเคล, รามิเรส, ฆวน มาต้า, ออสการ์, เอแด็น อาซาร์, ซามูเอล เอโต้
        สำรอง : มาร์ค ชวาร์เซอร์, แกรี่ เคฮิลล์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, วิลเลี่ยน, อันเดร เชือร์เล่, เฟร์นานโด ตอร์เรส
        เทรนเนอร์ : โชเซ่ มูรินโญ่


        สวอนซี (4-3-3) : แกร์ฮาร์ด เทรมเมิ่ล, อังเคล รานเคล, ฆอร์ดี้ อามัต, แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์, นีล เทย์เลอร์, ลีออน บริตตัน, อเลฮานโดร โปซูเอโล่, เวย์น เราท์เล็ดจ์, จอนโจ เชลวี่ย์, โชเซ่ กายาส, อัลวาโร่ บาซเกซ
        สำรอง : เกรกอร์ ซาเบรต, ดไวท์ เทียนดัลลี่, เบน เดวิส, ชิโก้ ฟลอเรส, โจนาธาน เด กูซมัน, ปาโบล เอร์นานเดซ, วิลฟรีด โบนี่
        เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป